Saturday, February 28, 2009

สุขใจเพราะอยู่ใกล้กัน

เมื่อวันศุกร์ได้เจอเพื่อนสาวผู้มีชีวิตหลากหลายแง่มุมโดยบังเอิญ
สถานที่พบปะช่างสมฐานะเลดี้แห่งเช็คของหล่อนเหลือเกิน ไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นร้านข้าวตาหนวดหน้าออฟฟิศนี่เอง ชิชะ ตอนแรกนัดกันดิบดีว่าจะไปนวด แต่หล่อนมาช้า ที่แท้เป็นเพราะพาพี่จ้อยไปตระเวณชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมานั่นเอง ไม่ว่ากันๆ

ระหว่างที่นั่งรอกับข้าว เพื่อนสาวออกปากทักอิฉันกับสามีว่า แต่งงานแล้วดูรักกันมากขึ้น (สองคนมองหน้ากันแล้วแหวะ ส่วนพี่จ้อยแทรกขึ้นมาว่า ตอนไปวัดด้วยกันแกถามเราว่า "อธิษฐานกับพระว่าอะไร ให้เกิดมาเจอกันชาติหน้าอีกเหรอ" ปรากฏฝ่ายชายตอบว่า "ชาติเดียวก็พอแล้วพี่" เป็นที่ถูกอกถูกใจแกมาก" แต่ที่สะดุดใจเราคือการเปรยที่ว่า "ดีจังเลยนะ แต่งงานแล้วได้ใช้เวลาด้วยกันตลอด"

ที่บอกว่าโดนใจก็เพราะว่า ยังจำได้แม่นว่าช่วงสองสามอาทิตย์แรกหลังแต่งงานเป็นช่วงที่ทรมานมากๆ เพราะยังจูนกับคุณสามีไม่ลงตัว เราเป็นคนคิดไวทำไว ส่วนสามีออกแนวใจเย็นเย็นใจ จังหวะเวลาหลายอย่างเลยเหลื่อมกันจนเราหงุดหงิด นอกจากนี้ยังไม่คุ้นเคยกับการมีคนอยู่ข้างตัวเกือบตลอดเวลา ไม่เชิงว่าตัวติดกันหรอกนะ แต่เขายังใหม่กับบ้านเรา บางครั้งอะไรที่เขาควรจะทำได้เองคนเดียวเรากลับต้องไปอยู่เป็นเพื่อน (อันนี้เข้าใจได้ ลองนึกถึงเราไปอยู่บ้านเขาบ้าง ก็คงอยากให้แฟนเทคแคร์เหมือนกัน)

ฟังแล้วเห็นใจเพื่อนสาว ความที่สามีเธออยู่ต่างประเทศ ส่วนตัวเธอมีกิจการอยู่เมืองไทย ตลอดทั้งปีเลยมีการบินไปมาข้ามประเทศหลายรอบ (โชคดีที่มีฐานะ) แถมเวลาที่เธออยู่โน่นสามียังมักมีกิจการวุ่นวายอยู่ไม่ติดบ้านอีก น่าเห็นใจจริงๆ แต่ก็ยังดีที่คุณชายมีอารมณ์สวีตให้ได้ชุ่มชื่นหัวใจตลอดเวลา แม่เพื่อนฉันเสียอีกที่ไม่ค่อยจะหวานสักเท่าไหร่

การได้ใช้เวลากับคนที่รักถือเป็นลาภที่ประเสริฐจริงๆ ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่ว่าจะมีหวานอมขมกลืนผสมปนเปมาบ้าง แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต และเรื่องนี้นี่แหละที่เตือนใจฉันเสมอว่าความสุขในชีวิตนั้นหาง่าย แต่บางครั้งมันง่ายเกินไปจนเราละเลย

ช่วงนี้ทำคอนโดเสร็จแล้ว (ก็ไม่มีอะไรมาก ห้องมันเล็กนิดเดียวอะ ใส่ตู้กะเตียงและโต๊ะก็เต็มหมดแล้ว ล่าสุดเพิ่งไปรูดบัตรเครดิตซื้อที่นอน เพราะเดือนที่แล้วไม่มีตังค์ รอให้บัตรตัดเดือนมีนา อิอิ) ขาดแต่ตู้เย็นกับเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งไม่จำเป็นนัก ก็เลยคุยๆ กับคุณสามีว่าเราน่าจะย้ายเข้าคอนโดได้แล้วนะ ไปลองอยู่ดูเผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ให้นิติบุคคลแก้ไขแต่เนิ่นๆ

เรื่องซื้อคอนโดไว้อยู่นั้นพ่ออิฉันรู้เรื่องตั้งนานแล้ว ความจริงพ่อเองนั่นแหละที่บอกว่าน่าจะไปอยู่คอนโด เพราะเดี๋ยวคุณสามีจะอึดอัด ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เนื่องจากบ้านเราเป็นครอบครัวใหญ่ แต่พอทำท่าจะย้ายไปจริงๆ คุณพ่อกลับทำเสียงอ่อนบอกทุกวันว่า "ให้เขาเช่าดีกว่าเนาะ อยู่บ้านเราดีกว่า" อะนะ เป็นงั้นไป

บก.หนวดเคยบอกกับฉันไว้หลายครั้งว่า "รู้ไหมว่าลูกสาวที่แต่งงานแล้วยังอยู่บ้านตัวเองน่ะ ทำให้พ่อแม่มีความสุขมาก" ไม่เคยคิดประเด็นนี้มาก่อน คิดแต่ว่าอยู่บ้านตัวเองนี่ดีจัง คุ้นเคย ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก พอลองคิดตามบก.หนวด และมาบวกกับที่พ่อพยายามยื้อให้อยู่บ้าน (โดยลืมนึกไปว่าลูกต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปออฟฟิศราวชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมง) ทำให้รู้ว่าการได้ใช้เวลากับคนที่รักมันสำคัญเอามากๆ แม้ว่าจะไม่ได้คุยกัน แต่แค่รู้ว่าแม่นอนดูทีวี พ่อนั่งสูบบุหรี่ริมระเบียงอยู่บนบ้าน ก็ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้มากมาย

สมัยก่อนเคยพูดกับแม่เป็นประจำ เวลาที่แม่เปรยๆ ทำนองอิจฉาคุณหญิงคุณนายคนอื่นๆ ที่ดูร่ำรวยหรือสุขสบายกว่า (แม่มีปมด้อยว่าป่านนี้แล้วยังต้องทำงานบ้านเองอยู่ - โธ่ ก็ดูเลือกสามีสิ พ่อฉันน่ะเจ้าคนนายคนของแท้ จะเอาอะไรชี้นิ้วสั่งตลอด) สิ่งที่จะคอยบอกแม่อยู่เสมอคือ คนเราใช่จะมีชีวิตดีไปเสียทุกด้าน ดูแม่สิ ไม่ได้รวยล้นฟ้าแต่แม่มีลูกดี อะ ไม่ถึงกับดีก็ได้ แต่ลูกแม่ไม่ชั่ว เรียนจบกันมาตลอดรอดฝั่ง ไม่เที่ยวเตร่เสเพล และที่สำคัญคือ ลูกยังอยู่กับแม่ทุกคน เวลาไปงานรวมมิตรครอบครัว ไม่เห็นมีครอบครัวไหนใช้กำลังเข้าข่มได้อย่างบ้านเราเลยสักนิด (ต้องขอบคุณพ่อที่คอยบังคับให้ทุกคนยกเลิกภารกิจส่วนตัวเพื่อภารกิจครอบครัว) ทั้งที่ลูกๆ โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงกันแล้ว

หลักการนี้ใช้ได้กับย่าด้วย ไม่รู้จะบ่นรันทดชีวิตอะไรนักหนา เรารู้สึกว่าย่าเป็นคนโชคดีมากๆ เพราะตอนนี้ลูกชายทั้งสี่คนต้องแวะมาหาทุกอาทิตย์ ไม่นับลูกชายคนโปรดที่ได้เจอหน้ากันทุกวันด้วย
บางทีคนเราอาจจะมุ่งหน้าไขว่คว้าหาความสุขใหญ่โตเกินไป จนลืมความสุขเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัวไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนฉันน่ะเหรอ เมื่อเสาร์-อาทิตย์ไปบ้านคุณสามีที่เพชรบุรีมาก ไปทุกครั้งก็รู้สึกเหมือนพักผ่อน เพราะสบายใจ ไม่ต้องทำงานทำการอะไร ไม่มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะ พอกลับเข้ากรุงเทพฯ ทุกครั้งหน้าจะเริ่มนิ่ว เพราะเริ่มคิดเรื่องงาน และคิดถึงภารกิจทีต้องทำที่บ้านตัวเอง (อาทิ ซักผ้า กวาดห้อง) แต่ก็มีความสุขที่จะได้กลับสู่ความวุ่นวายของครอบครัวใหญ่อีกครั้ง ที่สำคัญ คิดถึงเจ้าหมาลัคกี้ด้วย 555

คุณสามีเสร็จธุระแล้ว กลับบ้านดีกว่าเรา

No comments: