Monday, March 09, 2009

ดีใจได้ตู้เย็น

ตอนที่บอกเล่าเพื่อนฝูงว่าย้ายเข้าคอนโดแล้ว
ใครๆ ก็ฮือฮา อ่าฮ้า ว่าเราไฮโซ
หลายคนลืมไปว่า อิชั้นน่ะไฮโซหน้าชื่นอกตรมนะฮ้า
เพราะกว่าจะกู้คอนโดห้องกระจิริดนี้ได้ ถึงกับต้องไปเคลียร์หนี้ผ่อนรถก่อน
และพอหมดปัญหาเรื่องกู้ ก็มากลุ้มเรื่องหาเลี้ยงปากท้องในแต่ละเดือนแทน
เนื่องจากช่วงนี้ยังต้องซื้อของมากมายเต็มไปหมด สองสามีภรรยาจึงอยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร
ไม่ถึงกับจนยาก แต่ก็งดกิจกรรมสังสรรค์นอกสถานที่ อย่างเช่นการดูหนังและกินข้าวร้านหรูไปโดยปริยาย
หวังว่าชีวิตคงไม่เป็นเยี่ยงนี้ไปตลอดอายุการผ่อนคอนโด 20 ปีนะจ๊ะ

เข้าเรื่องกู้อีกสักหน่อย ตอนแรกยื่นไปสองแบงก์ คือแบงก์สีเขียวกับสีม่วง
จริงๆ แล้วสนิทสนมกับแบงก์สีเขียวมากกว่า เพราะถือไว้เป็นบัญชีหลัก
แต่เด็กพนักงานแทบไม่สนใจเราเลย มีอะไรต้องเป็นฝ่ายโทร.หาตลอด แถมปล่อยกู้ยากกว่า
ก็เลยตกลงปลงใจกับแบงก์สีม่วง ที่พนักงานค่อนข้างโอเคกว่า
แต่ก็นะ ยังอุตส่าห์หาเรื่องให้เซ็ง
เริ่มจากการทำเอกสารมั่ว (ไม่รู้มั่วจริงหรือมั่วแกมโกง)
บอกว่าไม่ประกันเงินกู้ก็ดันทำเอกสารมาให้ แถมรวมยอดที่ต้องจ่ายไว้ในยอดกู้เสร็จสรรพ
บอกว่าไม่สนใจของแถมจากการหักบัญชีเงินฝาก พี่แกก็จัดแจงทำเอกสารมาให้เรียบร้อย
แล้วเป็นไง ชุดโฮมเธียเตอร์น่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้ (เค้าบอกโอนช้าไปวันนึง) มีแต่เต๊นท์สีชมพูส่งมาแทน
แล้วอยู่ดีๆ เงินในบัญชีก็โดนหักไปราวสองพัน เช็คอยู่ตั้งนานกว่าจะได้ความว่าเป็นเงินประกันอัคคีภัย
ซึ่งพี่แกลืมบอกว่าเราว่าต้องจ่าย ... ไรฟระ

แต่ในความโชคร้ายมักมีความโชคดีเสมอ
ขณะที่กำลังตัดสินใจว่าจะควักเงินเก็บมาซื้อตู้เย็น แทนที่จะรออีกสองสามวันให้บัตรเครดิตตัดยอดบัญชีอีกรอบ
(รอบก่อนเพิ่งทุ่มทุนซื้อฟูกไป)
ก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด
"สวัสดีค่ะ ดิชั้นติดต่อจากโครงการนะคะ
อยากทราบว่าเมื่อไหร่จะสะดวกเข้ามารับตู้เย็นคะ"

โอ้ว ว้าววว (คิดในใจ ดิชั้นได้รับสิทธินั้นด้วยเหรอเนี่ย)
"อืม วันนี้ได้ไหมคะ เดี๋ยวแวะเข้าไป" (ทำเนียนๆ)
"ได้ค่ะๆ มาติดต่อที่ล็อบบี้เลยนะคะ ไม่อย่างนั้นเราต้องส่งตู้เย็นคืนซัมซุงค่ะ"

อิอิ แล้วดิชั้นก็ได้ตู้เย็นซัมซุงขนาด 7 คิว สีเงินแสนสวยมาครอง
อาจจะไม่ถูกใจเท่าพานาโซนิก Magic Top 6.9 คิว ที่ย้ายช่องน้ำแข็งไว้ด้านล่างเอาใจคนเตี้ย
แต่ว่าของฟรี ... ได้แค่นี้ก็เริ่ดแล้วฮ่ะ

สามีถามว่า ไปทำบุญมาเหรอ ทำไมโชคดี
ไม่รู้สิ ไม่ได้ทำบุญอะไร แต่ช่วงนี้พยายามคิดดีๆ ไม่กระฟัดกระเฟียดโมโหมาก
ถามว่าโชคดีไหมที่ได้ตู้เย็น
ก็โชคดีอะ แต่คิดว่าโชคดีตรงที่ยังไม่ได้ควักกระเป๋าซื้อตู้เย็นเองมากกว่า
ไม่อย่างนั้นที่อุตส่าห์ตั้งใจจะคิดดีคงล้มเหลว งานนี้มีด่าแหลกแน่

Friday, March 06, 2009

เข้าบ้านใหม่

เล็งไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนว่าควรย้ายเข้าคอนโดเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
เพราะถ้าไม่ลองมาอยู่ก็คงยากจะนึกออกได้ครบถ้วนว่ายังขาดข้างของเครื่องใช้อะไรบ้าง
และยังอาจเสียสิทธิต่างๆ นาๆ อันพึงจะได้
(เช่น ตอนนี้มีเทรนเนอร์สอนใช้เครื่องออกกำลังกายที่ห้องฟิตเนสฟรี)

ระหว่างนี้รอคุณพ่อสามีให้จัดหาฤกษ์ให้ เพราะท่านหนิดหนมกับพระเจ้าเป็นอย่างดี
แต่ปรากฏว่าพ่อป่วย แป่ววว เลยไม่ได้ไปวัดเสียที
อิชั้นเลยเปิดปฏิทินจีนเล่มแดง หาวันฤกษ์ดีเอาเองซะเลย

เดือนนี้วันดีเยอะ แต่ที่สะดวกและโดนใจที่สุดก็คือวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมนี่แหละ
เราออกจากบ้านกันมาสายกว่าปกติเล็กน้อย เพราะใช้เวลาหาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์โน่นนี่
ตามธรรมเนียมที่เขาว่าเข้าบ้านใหม่วันแรกควรมีข้าวของเครื่องใช้ให้ครบถ้วน
มีข้าวปลาอาหารให้บริบูรณ์
งานนี้ดูเหมือนของใช้จะเยอะเกินพื้นที่ครัวจะรับไหว
มีทั้งกาต้มน้ำ ไมโครเวฟ และหม้อหุงข้าวใหม่เอี่ยม (ได้มาฟรีทั้งนั้นไม่ต้องเสียเงินซักแดงเดียว)
ส่วนจานชามหยิบเอาชุดที่สามีเคยซื้อมาฝากที่บ้าน สมัยยังไม่ได้แต่งงานกันมาใช้ก่อน
เดี๋ยวชุดใหญ่ค่อยมาเอาอีกที เล็งจานกระเบื้องชุดใหญ่ครบเซ็ตของแม่เอาไว้แล้ว
อยู่บ้านก็ไม่ได้ใช้ ขอลูกไปช่วยใช้ก็แล้วกันนะคะ

เกือบลืมเล่าถึงไคลแมกซ์ นั่นคือพระพุทธรูป
เป็นพระที่เพื่อนของแม่มอบให้ในวันแต่งงาน พระสีทองสวยมาก ใส่กล่องกระจกให้อย่างดี
เชิญท่านขึ้นไปอยู่บนหลังตู้ หันหน้าไปทางทิศเหนือ แล้วจุดธูปเทียนบูชา พร้อมพวงมาลัยกับแอปเปิ้ลหนึ่งผล
ไม่ได้คิดไปเองนะ แต่การมีพระอยู่ในห้องพร้อมกลิ่นควันธูป ทำให้ห้องชุดธรรมดาๆ ดูเป็นบ้านขึ้นมาทันที!

หลังจากนั้นก็ลงไปไหว้เจ้าที่ เรียกไม่ถูกว่ามีศาลอะไรบ้าง รู้ว่ามีสองศาล
ศาลหน้าคอนโดน่าจะเป็นพระสยามเทวาธิราช ส่วนศาลด้านหลังเป็นคุณตาคุณยาย
ก็ฝากเนื้อฝากตัวไป ขอให้อยู่ได้ร่มเย็น
(ตอนขนของเข้าห้องก็พูดแต่เรื่องดีๆ เช่น ห้องนี้อยู่สบายดีจัง ข้าวของเครื่องใช้เยอะแยะไปหมด ขนไม่หวาดไม่ไหว อาหารการกินอุดมสมบูรณ์)

รู้สึกดีจัง
เดี๋ยววันนี้จะได้กลับไปนอนคอนโดเป็นคืนแรกด้วย
ตื่นเต้นๆ ^_^

Wednesday, March 04, 2009

ขีดสีม่วงขีดนั้น

เซ็งสุดๆ เพราะเจ้าขีดสีม่วงขีดนั้นนั่นแหละ
ไม่ได้เซ็งเพราะมีขีดขึ้นมา
แต่เซ็งเพราะมันขึ้นมาขีดเดียว ไม่มีอีกขีดขึ้นคู่มาด้วย

เรื่องราวของขีดเริ่มต้นจากการที่อิชั้นเริ่มอ้วนมากเป็นช้างพัง
ทั้งที่ใช้ชีวิตใกล้เคียงกับสมัยก่อนเป็นอย่างมาก
แต่ใครๆ ก็บอกว่า สี่ห้ากิโลที่เพิ่มขึ้นมานั้นไม่ธรรมดา
มาบวกกับการที่ผู้ชายหลายคนผิดเวลานัด
ด้วยความที่มีสามีเป็นตัวเป็นตนแล้ว
จึงได้รับคำแนะนำให้ตรวจดูเสียว่าตอนนี้มีอีกชีวิตอยู่ในพุงหรือเปล่า

ไปซื้ออุปกรณ์มาจากร้านขายยา พร้อมพี่น้องกองเชียร์หัวเราะคิกคัก
เก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ หมายใจจะกลับไปตรวจที่บ้านตอนค่ำ
แต่ข้างกล่องบอกว่าจะให้ได้ผลดีควรตรวจตอนเช้า

งั้นก็อดใจรอจนถึงเช้า

นาฬิกาปลุกดังตอน 06.00 น.
แทนที่จะปล่อยให้ดังเตือนอีกสักสองสามรอบเหมือนเคย
วันนี้ให้ดังครั้งเดียวตอน 06.09 น.
ลากสังขารลงจากเตียง เปิดกระเป๋า แล้วเข้าห้องน้ำ

อุปกรณ์แบบที่ซื้อมาเป็นแบบใช้ง่ายสะดวกสบาย คล้ายที่พบเห็นในละคร
ด้วยสนนราคาที่แพงกว่าแบบฉี่ใส่แก้วแล้วจุ่มกระดาษถึงหนึ่งเท่าตัว
ความที่ตื่นเต้นเล็กน้อย+ยังง่วงอยู่
ก็เลยปล่อยของเหลวเลอะไปถึงส่วนที่ไม่จำเป็นต้องเลอะ
แต่เอาเถอะ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

คู่มือบอกว่าให้รอหนึ่งนาที ถ้ามีขีดขึ้นสองเส้นแปลว่า Positive

ยังไม่ทันเริ่มจับเวลา เจ้าขีดสีม่วงที่ว่าก็ปรากฏขึ้นเสียแล้ว
โอ้ว ... เร็วจัง ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่านี่

ว่าแล้วก็รอให้ครบนาที
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก
สะบัดๆ (สะบัดทำไม ไม่ใช่เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้!)
ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก

ก็ยังมีขีดสีม่วงขีดเดียวอยู่ดี

งือๆ

เซ็งจัด
เซ็งเพราะผิดหวังที่ยังไม่มีเบบี๋
แต่ที่เซ็งกว่า ก็เพราะมันหมายความว่า
น้ำหนักที่พอกพูน เกิดจากไขมันตามใจปากล้วนๆ

พรุ่งนี้ชั้นจะกินยาลดความอ้วน!!!

เซ็งไปอาบน้ำสระผมไป
สงสัยเซ็งเกินเหตุ บิดคอผิดจังหวะ
คอเคล็ดอีก

เฮ้อ ... ขอโทษเจ้าขีดสีม่วงขีดนั้นแล้วกันนะ

Saturday, February 28, 2009

สุขใจเพราะอยู่ใกล้กัน

เมื่อวันศุกร์ได้เจอเพื่อนสาวผู้มีชีวิตหลากหลายแง่มุมโดยบังเอิญ
สถานที่พบปะช่างสมฐานะเลดี้แห่งเช็คของหล่อนเหลือเกิน ไม่ใช่ที่ไหนไกล เป็นร้านข้าวตาหนวดหน้าออฟฟิศนี่เอง ชิชะ ตอนแรกนัดกันดิบดีว่าจะไปนวด แต่หล่อนมาช้า ที่แท้เป็นเพราะพาพี่จ้อยไปตระเวณชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมานั่นเอง ไม่ว่ากันๆ

ระหว่างที่นั่งรอกับข้าว เพื่อนสาวออกปากทักอิฉันกับสามีว่า แต่งงานแล้วดูรักกันมากขึ้น (สองคนมองหน้ากันแล้วแหวะ ส่วนพี่จ้อยแทรกขึ้นมาว่า ตอนไปวัดด้วยกันแกถามเราว่า "อธิษฐานกับพระว่าอะไร ให้เกิดมาเจอกันชาติหน้าอีกเหรอ" ปรากฏฝ่ายชายตอบว่า "ชาติเดียวก็พอแล้วพี่" เป็นที่ถูกอกถูกใจแกมาก" แต่ที่สะดุดใจเราคือการเปรยที่ว่า "ดีจังเลยนะ แต่งงานแล้วได้ใช้เวลาด้วยกันตลอด"

ที่บอกว่าโดนใจก็เพราะว่า ยังจำได้แม่นว่าช่วงสองสามอาทิตย์แรกหลังแต่งงานเป็นช่วงที่ทรมานมากๆ เพราะยังจูนกับคุณสามีไม่ลงตัว เราเป็นคนคิดไวทำไว ส่วนสามีออกแนวใจเย็นเย็นใจ จังหวะเวลาหลายอย่างเลยเหลื่อมกันจนเราหงุดหงิด นอกจากนี้ยังไม่คุ้นเคยกับการมีคนอยู่ข้างตัวเกือบตลอดเวลา ไม่เชิงว่าตัวติดกันหรอกนะ แต่เขายังใหม่กับบ้านเรา บางครั้งอะไรที่เขาควรจะทำได้เองคนเดียวเรากลับต้องไปอยู่เป็นเพื่อน (อันนี้เข้าใจได้ ลองนึกถึงเราไปอยู่บ้านเขาบ้าง ก็คงอยากให้แฟนเทคแคร์เหมือนกัน)

ฟังแล้วเห็นใจเพื่อนสาว ความที่สามีเธออยู่ต่างประเทศ ส่วนตัวเธอมีกิจการอยู่เมืองไทย ตลอดทั้งปีเลยมีการบินไปมาข้ามประเทศหลายรอบ (โชคดีที่มีฐานะ) แถมเวลาที่เธออยู่โน่นสามียังมักมีกิจการวุ่นวายอยู่ไม่ติดบ้านอีก น่าเห็นใจจริงๆ แต่ก็ยังดีที่คุณชายมีอารมณ์สวีตให้ได้ชุ่มชื่นหัวใจตลอดเวลา แม่เพื่อนฉันเสียอีกที่ไม่ค่อยจะหวานสักเท่าไหร่

การได้ใช้เวลากับคนที่รักถือเป็นลาภที่ประเสริฐจริงๆ ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่ว่าจะมีหวานอมขมกลืนผสมปนเปมาบ้าง แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิต และเรื่องนี้นี่แหละที่เตือนใจฉันเสมอว่าความสุขในชีวิตนั้นหาง่าย แต่บางครั้งมันง่ายเกินไปจนเราละเลย

ช่วงนี้ทำคอนโดเสร็จแล้ว (ก็ไม่มีอะไรมาก ห้องมันเล็กนิดเดียวอะ ใส่ตู้กะเตียงและโต๊ะก็เต็มหมดแล้ว ล่าสุดเพิ่งไปรูดบัตรเครดิตซื้อที่นอน เพราะเดือนที่แล้วไม่มีตังค์ รอให้บัตรตัดเดือนมีนา อิอิ) ขาดแต่ตู้เย็นกับเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งไม่จำเป็นนัก ก็เลยคุยๆ กับคุณสามีว่าเราน่าจะย้ายเข้าคอนโดได้แล้วนะ ไปลองอยู่ดูเผื่อมีปัญหาอะไรจะได้ให้นิติบุคคลแก้ไขแต่เนิ่นๆ

เรื่องซื้อคอนโดไว้อยู่นั้นพ่ออิฉันรู้เรื่องตั้งนานแล้ว ความจริงพ่อเองนั่นแหละที่บอกว่าน่าจะไปอยู่คอนโด เพราะเดี๋ยวคุณสามีจะอึดอัด ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เนื่องจากบ้านเราเป็นครอบครัวใหญ่ แต่พอทำท่าจะย้ายไปจริงๆ คุณพ่อกลับทำเสียงอ่อนบอกทุกวันว่า "ให้เขาเช่าดีกว่าเนาะ อยู่บ้านเราดีกว่า" อะนะ เป็นงั้นไป

บก.หนวดเคยบอกกับฉันไว้หลายครั้งว่า "รู้ไหมว่าลูกสาวที่แต่งงานแล้วยังอยู่บ้านตัวเองน่ะ ทำให้พ่อแม่มีความสุขมาก" ไม่เคยคิดประเด็นนี้มาก่อน คิดแต่ว่าอยู่บ้านตัวเองนี่ดีจัง คุ้นเคย ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก พอลองคิดตามบก.หนวด และมาบวกกับที่พ่อพยายามยื้อให้อยู่บ้าน (โดยลืมนึกไปว่าลูกต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปออฟฟิศราวชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมง) ทำให้รู้ว่าการได้ใช้เวลากับคนที่รักมันสำคัญเอามากๆ แม้ว่าจะไม่ได้คุยกัน แต่แค่รู้ว่าแม่นอนดูทีวี พ่อนั่งสูบบุหรี่ริมระเบียงอยู่บนบ้าน ก็ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้มากมาย

สมัยก่อนเคยพูดกับแม่เป็นประจำ เวลาที่แม่เปรยๆ ทำนองอิจฉาคุณหญิงคุณนายคนอื่นๆ ที่ดูร่ำรวยหรือสุขสบายกว่า (แม่มีปมด้อยว่าป่านนี้แล้วยังต้องทำงานบ้านเองอยู่ - โธ่ ก็ดูเลือกสามีสิ พ่อฉันน่ะเจ้าคนนายคนของแท้ จะเอาอะไรชี้นิ้วสั่งตลอด) สิ่งที่จะคอยบอกแม่อยู่เสมอคือ คนเราใช่จะมีชีวิตดีไปเสียทุกด้าน ดูแม่สิ ไม่ได้รวยล้นฟ้าแต่แม่มีลูกดี อะ ไม่ถึงกับดีก็ได้ แต่ลูกแม่ไม่ชั่ว เรียนจบกันมาตลอดรอดฝั่ง ไม่เที่ยวเตร่เสเพล และที่สำคัญคือ ลูกยังอยู่กับแม่ทุกคน เวลาไปงานรวมมิตรครอบครัว ไม่เห็นมีครอบครัวไหนใช้กำลังเข้าข่มได้อย่างบ้านเราเลยสักนิด (ต้องขอบคุณพ่อที่คอยบังคับให้ทุกคนยกเลิกภารกิจส่วนตัวเพื่อภารกิจครอบครัว) ทั้งที่ลูกๆ โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงกันแล้ว

หลักการนี้ใช้ได้กับย่าด้วย ไม่รู้จะบ่นรันทดชีวิตอะไรนักหนา เรารู้สึกว่าย่าเป็นคนโชคดีมากๆ เพราะตอนนี้ลูกชายทั้งสี่คนต้องแวะมาหาทุกอาทิตย์ ไม่นับลูกชายคนโปรดที่ได้เจอหน้ากันทุกวันด้วย
บางทีคนเราอาจจะมุ่งหน้าไขว่คว้าหาความสุขใหญ่โตเกินไป จนลืมความสุขเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัวไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนฉันน่ะเหรอ เมื่อเสาร์-อาทิตย์ไปบ้านคุณสามีที่เพชรบุรีมาก ไปทุกครั้งก็รู้สึกเหมือนพักผ่อน เพราะสบายใจ ไม่ต้องทำงานทำการอะไร ไม่มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะ พอกลับเข้ากรุงเทพฯ ทุกครั้งหน้าจะเริ่มนิ่ว เพราะเริ่มคิดเรื่องงาน และคิดถึงภารกิจทีต้องทำที่บ้านตัวเอง (อาทิ ซักผ้า กวาดห้อง) แต่ก็มีความสุขที่จะได้กลับสู่ความวุ่นวายของครอบครัวใหญ่อีกครั้ง ที่สำคัญ คิดถึงเจ้าหมาลัคกี้ด้วย 555

คุณสามีเสร็จธุระแล้ว กลับบ้านดีกว่าเรา

Tuesday, February 24, 2009

Mission Accomplished!

เค้าว่ากันว่าในความโชคร้ายมักจะมีความโชคดีซ่อนตัวอยู่
อืมม กรณีนี้จะเข้าข่ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเพราะเน็ตที่ออฟฟิศอืดเอามากๆ ตลอดสองวันที่ผ่านมางานการเลยเดินไปไม่ถึงไหน เพราะมันเป็นงานที่ต้องหาข้อมูลทางเน็ต แต่เพราะทำงานไม่ได้ แถมจะกลับบ้านก็ไม่ได้ (ต้องรอกลับพร้อมซะมี) เลยทำภารกิจแห่งชีวิตสำเร็จไปสองอย่าง คือเขียนจดหมายยาวสองหน้ากระดาษไปหาคุณเพื่อนที่อเมริกา กับอัพโหลดรูปทริปฮันนีมูนขึ้น Facebook ไปเรียบโร้ย

บางคนอาจจะบอกว่ากะอีแค่เขียนจดหมาย ทำไมถึงใช้เวลานักหนา
คิดเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งแล้วเหมือนกัน และก็ได้คำตอบว่า อาจจะเป็นเพราะตั้งใจเกินไป ประมาณว่า รู้สึกเอาเองว่าอยากจะเล่าอะไรๆ ที่มันเป็นเรื่องเป็นราวให้เพื่อนฟัง นอกจากแค่ชิตๆ แช็ตๆ ไปเรื่อย ผลที่ได้คือการดองจดหมายเอาไว้เป็นเดือนๆ เพราะว่ามีเรื่องคิดจะเขียนเยอะ แต่ไม่มีเวลานั่งลงเขียนสักที พอเริ่มว่างหน่อยก็จะเกิดอาการอยากอยู่เฉยๆ อยากนอน อยากดูซีรีส์ หรือไม่ก็อยากเล่นเกมขึ้นมา
ต้องขอบคุณการถูกขังไว้ในออฟฟิศโดยไม่มีเน็ต สุดท้ายเลยเขียนจดหมายเสร็จจนได้ และเพื่อแก้ตัวที่ตอบจดหมายช้าโคตร เลยขอทำให้มันพิเศษหน่อย ด้วยการพับใส่ซองทำมือสุดแสนสวยส่งทางไปรษณีย์แทนการส่งอีเมล
ได้แต่หวังว่าจะถึงมือผู้รับในสภาพไม่ยับเยินเกินไปนัก

ส่วนเรื่องอัพรูปน่ะเหรอ ก็อยู่บ้านไม่ค่อยได้ใช้เน็ตน่ะเพราะคอมพ์ไม่มีไวร์เลส ต้องยกเครื่องลงไปต่อเน็ตข้างล่าง ก็เลยขี้เกียจ อยากอยู่เฉยๆ อยากนอน อยากดูซีรีส์ หรือไม่ก็อยากเล่นเกมขึ้นมาแทน ได้แต่ไปขโมยรูปจากซะมีมาดองไว้ เมื่อวานอัพไปได้อัลบั้มนึงแล้ว เดี๋ยวถ้าอีกครึ่งชั่วโมงเน็ตยังอืดแบบนี้อีกจะอัพเพิ่มอีกสามอัลบั้ม อิอิ